สำนักโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่
สำนักโลจิสติกส์
หน้าหลักLogistics ติดต่อเรา Site Map
กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่
 
สำนักโลจิสติกส์


สำนักโลจิสติกส์
สำนักโลจิสติกส์
รายงานการศึกษา
บทความโลจิสติกส์
วิดีทัศน์โลจิสติกส์
ความรู้ทั่วไป
ข้อมูลสมาชิก
อุตสาหกรรม
 
http://lpi.dpim.go.th
กรณีตัวอย่างโครงการนำร่อง
ตัวชี้วัดเชิงประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์
เอกสารประชุมสัมมนา
green logistics
คำถามพบบ่อย
eco-town
เอกสารเผยแพร่
สิงหาคม 2557
อา พฤ
1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31
ดูกิจกรรมทั้งหมด
เจ้าหน้าที่เข้าทำงาน
สมัครสมาชิกใหม่
industry4u
facebook
e-learning1
Complaint
Complaint
Complaint

 

 

ประวัติและวิวัฒนาการด้านการเมืองของไทย ตอน 1
รวบรวมจากเว็บไซต์ พรรคชาติไทย, 31 มกราคม 2550

ประวัติและวิวัฒนาการด้านการเมืองของไทย ตอน 1

รัชกาลที่ 7 ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญ

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเตรียมการนำประเทศไปสู่ประชาธิปไตยโดยมีการจัดตั้งสภาขึ้นหลายสภา คือ
1. เสนาบดีสภา ประกอบด้วย เสนาบดีกระทรวงต่าง ๆ
2. อภิรัฐมนตรีสภา เป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน กำหนดนโยบายรัฐ ประกอบด้วยเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงที่มีความรู้ ความสามารถ
3. องคมนตรีสภา เป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์และพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ร่างรัฐธรรมนูญขึ้น 2 ฉบับ คือ

ฉบับแรก ร่างโดยพระยากัลยาณไมตรี (Dr.Francis B.Sayre) ในปี พ.ศ.2469
ฉบับที่ 2 ร่างโดยนายเรมอน บี สตีเวนส์ (Raymond B.Stevens) ที่ปรึกษากระทรวง

การต่างประเทศและพระยาศรีวิสารวาจา (เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล) ปลัดทูลฉลองกระทรวงการต่างประเทศในปี พ.ศ.2474 ทั้งนี้เพื่อนำมาศึกษาว่าจะเหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่ และพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่พสกนิกรชาวไทยในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2475 ซึ่งเป็นวันครบรอบวันสถาปนาพระราชวงศ์จักรีครบ 150 ปี แต่อภิรัฐมนตรีขณะนั้นถวายความเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาอันควร
แล้วบัดนั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยคณะราษฎร มีพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นหัวหน้า
แม้ในช่วงแรกจะมีความขัดแย้งระหว่างฝ่ายผู้ก่อการกับผู้กุมอำนาจเก่า ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ก็ทรงยินยอมอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญและทรงเสด็จพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร แก่เจ้าพระยาพิชัยญาติ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ณ ท้องพระโรงกลางพระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2475

นายกรัฐมนตรีคนแรก อำมาตย์โท พระยามโนปกรณ์นิติธาดา

สภาผู้แทนราษฎรได้เปิดประชุมครั้งแรกวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2475 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เจ้าพระยามหิธร เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร เป็นผู้อัญเชิญพระราชกระแสรับสั่งมาเปิดประชุมสภา ที่ประชุมได้มีมติเลือกเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เป็นประธานสภา พลตรี พระยาอินทรวิชิตเป็นรองประธานสภา และหลวงประดิษฐ์มนูธรรม เป็นเลขาธิการ
พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร์ กล่าวมอบอำนาจผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารให้แก่สภา ต่อจากนั้นสภาได้อนุมัติร่างพระราชบัญญัติ อนุมัติพระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่คณะราษฎร์ และมีมติเลือกคณะผู้บริหารประเทศคณะหนึ่ง เรียกว่าตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2475 เพื่อบริหารการแผ่นดินสืบต่อจากเสนาบดีที่พ้นสภาพไป
ผู้ที่ได้รับการเลือกให้ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการราษฎร์ คือมหาอำมาตย์โทพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ซึ่งมิใช่เป็นสมาชิกของคณะราษฎร์แต่อย่างใด
ต่อมาเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับถาวร พระยามโนปกรณ์นิติธาดาก็ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทย โดยมีคณะรัฐมนตรีชุดแรกรวมทั้งสิ้น 20 คน

พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา รัฐประหาร

20 มิถุนายน 2476 คณะทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน นำโดยพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา หลวงพิบูลสงคราม หลวงศุภชลาศัย กระทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา และยื่นคำขาดให้คณะรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง โดยอ้างเหตุว่า
“ด้วยคณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดิน ณ บัดนี้ ไม่ถูกต้องครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญโดยเริ่มต้นปิดสภาผู้แทนราษฎรแล้วงดใช้รัฐธรรมนูญเป็นหลายบท คณะทหารบก ทหารเรือ และพลเรือนจึงเห็นเหตุจำเป็นเข้ายึดอำนาจการปกครองเพื่อให้มีการเปิดสภาผู้แทนดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ”
ผลจากการรัฐประหารครั้งนี้ ทำให้รัฐบาลสิ้นสุดลง พระยาทรงสุรเดช ผู้สนับสนุนรัฐบาลถูกกีดกันให้ห่างออกจากวงการเมือง ส่วนพระยามโนปกรณ์นิติธาดาต้องเดินทางไปพำนักอยู่ที่ปีนัง
หลังจากยึดอำนาจได้แล้ว พระยาพหลพลพยุหเสนา มอบหมายให้เจ้าพระยาพิชัยญาติประธานสภาผู้แทนราษฎร นำความเรื่องการยึดอำนาจและกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน เพื่อโปรดเกล้าฯ ให้เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2476 และทรงเห็นชอบในการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรีสืบต่อไปด้วยเหตุผลที่ว่า
“เป็นผู้ที่ได้รับความเชื่อถือไว้วางใจของประชาชนพลเมือง และเป็นผู้ที่สามารถยึดเหนี่ยวน้ำใจคนทั้งหลายประสานสามัคคีพร้อมเพรียงกันในเวลาบัดนี้ จะหาผู้ใดนอกจากตัวท่านที่จะบริบูรณ์ด้วยสมบัติดั่งที่ว่ามานี้ยากนัก”

จอมพล ป. พิบูลสงคราม ยุคสมัยชาตินิยมแบบทหาร

พันเอกหลวงพิบูลสงคราม เลื่อนยศเป็นพลตรีใน พ.ศ.2481 ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสืบต่อจากพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2481
คณะรัฐมนตรีที่พลตรีหลวงพิบูลสงครามจัดตั้งขึ้น ควบคู่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม,มหาดไทย อีก 2 ตำแหน่งด้วย และเมื่อเจ้าพระยาศรีธรรมธิเบธ ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พลตรีหลวงพิบูลสงครามก็ควบตำแหน่งนี้อีกตำแหน่งหนึ่ง
ทำให้มีผู้กล่าวว่า “พิบูลได้ควบรัฐบาลได้อย่างเต็มที่ ในทางปฏิบัติ เขาไม่มีฝ่ายค้านภายในประเทศ”
พันตรีหลวงพิบูลสงครามดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ลักษณะการปกครองของรัฐบาลชุดนี้ มีลักษณะเผด็จการชาตินิยมแบบทหาร รัฐบาลได้นำลัทธิชาตินิยมแบบฟาสซิส (Fascism) และนาซี (Nazism) มาผสมผสานใช้เป็นอำนาจเด็ดขาด และสร้างความรู้สึกชาตินิยมอย่างรุนแรง ทำให้ประชาชนหลงใหลในเชื้อชาติและต้องการใช้กำลัง
แนวนโยบายการบริหาร มีตั้งแต่ โครงการรวมชาติ การสร้างเอกลักษณ์ของชาติ ความมั่นคงของชาติ และความสนใจต่อผลประโยชน์ของสาธารณะ รัฐบาลจึงประกาศ นโยบายสร้างชาติ เป็นเป้าหมายในการบริหารประเทศ
มีการปลุกเร้าจิตสำนึกของประชาชนด้วยลัทธิผู้นำนิยม ลัทธิชาตินิยมหรือลัทธิชูชาติและการปฏิวัติวัฒนธรรม มีการปรับปรุงตัวอักษรไทยใหม่ (แต่ในที่สุดก็ต้องยกเลิก) มีการยกเลิกยศบรรดาศักดิ์ต่าง ๆ ที่สำคัญยิ่งคือได้เปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” มาเป็น “ไทย” เมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ.2482 รัฐบาลพลตรีหลวงพิบูลสงครามได้ปราบปรามปรปักษ์ทางการเมืองอย่างรุนแรง และเข้าไปเกี่ยวพันกับสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยยินยอมให้ญี่ปุ่นเคลื่อนกองทัพลูกพระอาทิตย์ในดินแดนไทย และเหตุการณ์สำคัญประการหนึ่งคือการเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส และสงครามอินโดจีนถึงขั้นวิกฤตเมื่อไทยตอบโต้ฝรั่งเศส และได้ดินแดนคืนจากอินโดจีนฝรั่งเศส (พระตะบอง พิบูลสงคราม จัมปาศักดิ์และถานช้าง) พลตรีหลวงพิบูลสงครามได้รับพระราชทานยศจอมพลเพราะเหตุนี้ ต่อมารัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามแพ้การลงคะแนนเสียงในสภาเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2487 จึงลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งเมื่อคณะรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 นำโดยพลโทผิน ชุณหะวัณ อดีตแม่ทัพภาคพายัพ ยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ให้ลาออกสำเร็จ
การกลับมาครั้งนี้ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทยและเป็นเหตุให้นายปรีดี พนมยงค์ ต้องยุติบทบาททางการเมือง

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐประหาร
คณะรัฐประหาร นำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2500 โดยอาศัยเหตุจากการเดินขบวนประท้วง การประท้วงการเลือกตั้งสกปรก และการแย่งอำนาจกันเองในหมู่ทหาร
เมื่อยึดอำนาจได้แล้ว จอมพลสฤษดิ์ได้มอบหมายให้นายพจน์ สารสิน เป็นนายกรัฐมนตรีและจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2500 ภายหลังการเลือกตั้ง พลโทถนอม กิตติขจร ได้รับการสนับสนุนจากจอมพลสฤษดิ์ให้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
แต่รัฐบาลก็ไม่สามารถบริหารราชการไปอย่างราบรื่น ในที่สุดจอมพลสฤษดิ์ ในนาม “คณะปฏิวัติ” ได้ทำการรัฐประหารอีกครั้งเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2501 โดยอาศัยทั้งเหตุความแตกแยกของพรรคร่วมรัฐบาลและที่สำคัญคือ ภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์
ดังนั้นจอมพลสฤษดิ์ จึงตัดสินใจทำรัฐประหาร เพื่อ “ที่จะมีและใช้อำนาจเป็นเครื่องมือปกครองบริหารประเทศ”โดยมีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2502 จากนั้นสภาจึงได้มีมติสนับสนุนจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพร้อม ๆ กับการใช้อำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จ ที่รู้จักกันอย่างไม่ลืมเลือน คือ ม.17 ตามธรรมนูญการปกครองดังกล่าว
ซึ่งมาตรา 17 ดังกล่าว ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด สามารถสั่งจับกุมคุมขังหรือประหารชีวิตใครก็ได้ที่เห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติแนวคิดในการบัญญัติ ม.17 จอมพลสฤษดิ์ ได้แบบอย่างมาจากรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสสมัยประธานาธิบดีเดอโกล ซึ่งรวมอำนาจนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการไว้ที่นายกรัฐมนตรี ให้เป็นอำนาจพิเศษในสถานการณ์พิเศษ
จอมพลสฤษดิ์ปราบปรามผู้มีแนวคิดสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมในขณะดำรงตำแหน่ง เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2506

ยุคสมัยแห่ง จอมพลถนอม จอมพลประภาส พันเอกณรงค์
พลันที่จอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรม ผู้สืบทอดภารกิจแห่งระบอบการปกครองอำนาจเบ็ดเสร็จต่อมาจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้ นอกจากพลเอกถนอม กิตติขจร โดยได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2506 เพียงวันเดียวหลังจากจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรม
รัฐบาลยังดำเนินนโยบายผูกพันกับประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างแน่นแฟ้น มีการตั้งฐานทัพอเมริกาในประเทศไทย และส่งทหารไทยไปรบยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้รอดพ้นจากภัยคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์
รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ.2511 และประกาศให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในปีถัดมา
พรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ที่น่าสนใจที่สุด ก็คือ พรรคสหประชาไทย โดยมีจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นหัวหน้าพรรค มีรองหัวหน้าพรรค 3 คน คือ พล.อ.ประภาส จารุเสถียร, พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ และนายพจน์ สารสิน โดยมีพล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ เป็นเลขาธิการพรรค ซึ่งพรรคสหประชาไทยนี้ก็คือพรรครัฐบาลนั่นเอง
เมื่อมีการเลือกตั้งพรรคสหประชาไทยก็ได้เสียงมากที่สุด 75 ที่นั่ง แต่ยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำต้องหาเสียงสนับสนุนเพิ่มเติม โดยมีข้อต่อรองเรื่องผลประโยชน์เป็นการตอบแทน
พรรคสหประชาไทยจึงได้เป็นแกนกลางจัดตั้งรัฐบาลเมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ.2512 โดยมีจอมพลถนอมกิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี แต่รัฐบาลก็มีปัญหาวุ่นวายตามมาไม่สิ้นสุด
จอมพลถนอมจึงรัฐประหารรัฐบาลตนเองและยุบสภา ในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2514 โดยอ้าง “ภัยที่คุกคามประเทศและราชบัลลังก์ สถานการณ์ภายใน ความวุ่นวายทั้งภายในและภายนอกสภานิติบัญญัติ การนัดหยุดงานของกรรมกร การเดินขบวนของนักศึกษา การแก้ไขสถานการณ์ถ้าจะดำเนินการตามวิถีทางรัฐธรรมนูญย่อมไม่ทันต่อเหตุการณ์ จึงจำเป็นต้องใช้การยึดอำนาจการปกครองเพื่อให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้โดยเฉียบขาดและฉับพลัน”
“คณะปฏิวัติ” ได้ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ, วุฒิสภา, สภาผู้แทนและคณะรัฐมนตรี, ยกเลิกพรรคการเมืองและประกาศห้ามมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป
คณะปฏิวัติได้ครองอำนาจมาถึงวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2515 จึงประกาศให้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2515 ให้ข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้และตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีมติให้จอมพลถนอมเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป จนกระทั่งวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516

14 ตุลา 2516 วันมหาวิปโยค
ภายใต้การปกครองระบอบที่ถนอม-ประภาส-ณรงค์ เป็นผู้ครองอำนาจ ประชาชนไม่มีสิทธิเสรีภาพตามระบบประชาธิปไตย ประเทศชาติไม่มีกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางการหวาดระแวงลัทธิคอมมิวนิสต์ว่าจะเข้ามายึดอำนาจการปกครองประเทศ ยิ่งทำให้รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร สามารถใช้อำนาจเบ็ดเสร็จได้หนักขึ้น ประกอบกับการใช้อิทธิพลทางการเมืองของกลุ่มถนอม-ประภาส-ณรงค์ ได้สร้างความชิงชังให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนผู้ใฝ่หาประชาธิปไตยอย่างรวดเร็ว
กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ นำโดย นายธีรยุทธ บุญมี นิสิตปริญญาโทจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการออกแจกจ่ายแถลงการณ์เรียกร้องรัฐธรรมนูญในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2516 แล้วถูกตำรวจจับกุมรวม 12 คน ในข้อหา “มั่วสุม ชักชวน ให้มีการชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน”
ต่อมาทางราชการประกาศจับเพิ่มอีก 1 คน คือ นายไขแสง สุกใส อดีต ส.ส.นครพนม ด้านนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ได้จัดชุมนุมประท้วงขึ้นภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในเวลาต่อมา และเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวกลุ่มผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญทั้ง 13 คน โดยไม่มีเงื่อนไข
นักเรียน นิสิต นักศึกษา มหาวิทยาลัยต่าง ๆ โดยเฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเพิ่งก่อตั้งมหาวิทยาลัยได้เพียง 2-3 ปี ได้เข้าร่วมประท้วงเป็นจำนวนมาก ร่วมกับกลุ่มนักศึกษาวิทยาลัยครูและกลุ่มนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวะ
เมื่อเกิดการเดินขบวนออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 13 ตุลาคม 2514 นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนจำนวนนับแสนคนได้เดินจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มุ่งหน้าไปยังถนนราชดำเนิน จนเกิดการปะทะนองเลือดในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516
ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและตายเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี ก็จำเป็นต้องประกาศลาออกจากตำแหน่ง แล้วกลุ่มผู้นำทั้งสามก็ต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ
14 ตุลา 16 เป็นการลุกขึ้นสู้ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา สามัญชน จนได้รับชัยชนะในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า ประชาชนมือเปล่าก็สามารถเอาชนะรัฐบาลที่ปกครองโดยไร้รัฐธรรมนูญได้เช่นกัน ไม่ว่าจะมีกองทัพหนุนหลังมากเพียงใดก็ตาม
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระบรมราโชวาทในหนังสือพระราชทานเพลิงศพวีรชน 14 ตุลาว่า “ผู้กล้าตายเพื่อชาติด้วยเจตนาบริสุทธิ์ เป็นตัวอย่างอันเลิศแก่ผู้ที่อยู่ข้างหลัง ผู้ที่อยู่ข้างหลังจะต้อง ถือเป็นหน้าที่ที่จะรักษาเจตนาบริสุทธิ์ให้ดำรงมั่นคงอยู่ตลอดไป”

นายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกฯ พระราชทาน
เมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร กราบบังคมทูลขอลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดำรัสทางสถานีวิทุและโทรทัศน์ว่า
“วันนี้เป็นวันมหาวิปโยค ที่น่าเศร้าสลดอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย ตลอดระยะเวลา 6-7 วันที่ผ่านมา ได้มีการเรียกร้องและการเจรจากัน จนกระทั่งนักศึกษาและรัฐบาลทำข้อตกลงกันได้แต่แล้วมีการขว้างระเบิดขวดและยิงแก๊สน้ำตาขึ้น ทำให้เกิดการปะทะกัน และได้มีคนได้รับบาดเจ็บหลายคน ความรุนแรงได้ทวีขึ้นทั้งพระนคร ถึงขั้นจลาจล และยังไม่สิ้นสุด มีคนไทยด้วยกันเองต้องเสียชีวิตนับร้อย
ขอให้ทุกฝ่ายทุกคน จงระงับเหตุแห่งความรุนแรง ด้วยการตั้งสติยับยั้ง เพื่อให้ชาติบ้านเมืองคืนสู่สภาพปกติเร็วที่สุด
อนึ่งเพื่อขจัดเหตุร้ายนั้น จอมพลถนอม กิตติขจร ได้ขอลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อค่ำวันนี้ ข้าพเจ้าจึงแต่งตั้งให้นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี
ขอให้ทุกคนทุกฝ่ายร่วมกันสนับสนุน เพื่อให้คณะรัฐบาลใหม่สามารถบริหารงานแผ่นดินโดยมีประสิทธิภาพเต็มเปี่ยม และแก้ไขสถานการณ์ให้คืนสู่สภาพเรียบร้อยได้โดยเร็ว ยังความสงบสุขความเจริญรุ่งเรืองให้บังเกิดแก่ประเทศและประชาชนชาวไทยโดยทั่วกัน”
ณ หอสมุด สวนจิตรลดา
14 ตุลาคม 2516 และนายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวคำปราศรัยครั้งแรกผ่านสถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทยตอนหนึ่งว่า
ข้าพเจ้าขอสัญญาว่า จะให้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรโดยเร็วที่สุดที่จะทำได้ด้วย และข้าพเจ้าคาดว่าไม่ควรจะเกิน 6 เดือน นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าจะเชื้อเชิญท่านผู้ทรงคุณวุฒิมีคุณธรรมมีความสามารถซื่อสัตย์สุจริตประกอบเข้าเป็นคณะรัฐมนตรีในเร็ววันนี้ ขอให้ท่านข้าราชการประจำทุกท่านไม่ว่าในตำแหน่งใด ได้ปฏิบัติหน้าที่ที่ท่านมีอยู่ในปัจจุบันต่อไปตามเดิมทุกประการ
รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งข้าพเจ้าเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่นี้ มีเจตจำนง จะปกครองประเทศชาติตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช 18 เสียงก็เป็นนายกรัฐมนตรีได้
รัฐบาลผสมพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเกษตรสังคม ที่นำโดยม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ประสบความล้มเหลวในการแถลงนโยบาย ทำให้ต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาใหม่โดยกลุ่มร่วมชาติซึ่งประกอบด้วยพรรคการเมืองต่างๆ 12 พรรค ได้ตกลงมอบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้แก่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม ซึ่งมีเสียงส.ส.เพียง 18 ที่นั่งเท่านั้น
เหตุผลที่ได้รับการเสนอชื่อก็เพราะ เป็นผู้ที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้มากที่สุด ด้วยความสามารถส่วนตัวและบารมีที่เหนือกว่า ตลอดจนชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีในทุกวงสังคม
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช จึงจัดตั้งรัฐบาลขึ้น เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2518 โดยมีพรรคต่างๆ เข้าร่วมรัฐบาลถึง 16 พรรค รวม 140 เสียง ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งเพียง 5 เสียงเท่านั้น
รัฐบาลผสมของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ได้บริหารประเทศท่ามกลาง “ประชาธิปไตยฟุ้งเฟ้อ” กลุ่มพลังต่างๆ เดินขบวนเรียกร้องในความเป็นธรรม และการนัดหยุดงานกลายเป็นแฟชั่นในสมัยนั้น กลุ่มนิสิต นักศึกษา ชาวไร่ชาวนา กรรมกรเคลื่อนไหวกันอย่างคึกคัก
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ได้ดำเนินนโยบายในการทำงานร่วมกับทหารในลักษณะ “แบ่งแยกแล้วปกครอง” คือนโยบายสร้างความขัดแย้งในหมู่ผู้นำฝ่ายทหารระดับสูงเพื่อให้เกิดความแตกแยก ถึงขั้นอ้างว่า “ได้กระทำทุกทางเพื่อป้องกันฝ่ายถืออาวุธ ไม่ให้ปฏิวัติหรือเข้ามาทำลายระบอบประชาธิปไตย” จนกระทั่งเกิดการแตกแยกกันในระหว่างรัฐมนตรีร่วมรัฐบาล
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ พยายามประคองรัฐบาลมาได้นานประมาณ 9 เดือน ปัญหาก็มีมากตามประสารัฐบาลผสม กอปรกับ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลทั้งคณะ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2519 ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ จึงชิงประกาศยุบสภาในวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2519 และกำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2519
เหตุผลที่ปรากฏในพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า “เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วย พรรคการเมืองต่างๆ หลายพรรค และไม่มีพรรคการเมืองใดที่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งมีจำนวนมากพอ ที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ จำเป็นต้องอาศัยพรรคการเมืองหลายพรรคเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลจนเป็นเหตุให้เกิดอุปสรรคในราชการแผ่นดิน และกระทบกระเทือนต่อเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ขึ้นอีกก็ตาม อุปสรรคดังกล่าวก็ไม่อาจสิ้นสุดลงได้ อันจะนำมาซึ่งความเสื่อมโทรมของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงสมควรยุบสภา”

พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน
6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เกิดเหตุการณ์นองเลือดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกครั้ง หลังจากการชุมนุมของนักศึกษาต่อต้านการบริหารงานของรัฐบาล พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้ทำการรัฐประหารรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แล้วแต่งตั้งให้นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ผู้พิพากษาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
รัฐบาลเผด็จการพลเรือนของนายธานินทร์ อยู่ภายใต้การสนับสนุนและเห็นชอบของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ซึ่งนายธานินทร์เปรียบไว้ว่า รัฐบาลเปรียบเสมือนเนื้อหอย มีเปลือกหอยซึ่งได้แก่ทหารเป็นผู้ให้ความคุ้มครอง จึงถูกสื่อมวลชนขนานนามให้ว่า “รัฐบาลหอย”
รัฐบาลนายธานินทร์ มีคณะรัฐมนตรีเพียง 17 คน โดยมีพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นรัฐบาลที่มีแนวคิดต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างตกขอบ ใช้การทหารนำหน้าการเมืองปราบปรามผู้มีแนวความคิดต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรง มีการแต่งตั้งสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน มีสมาชิก 340 คน ทำหน้าที่เหมือนรัฐสภาและฝ่ายนิติบัญญัติ
นายกรัฐมนตรีในยุคนั้นมีอำนาจล้นฟ้า โดยใช้มาตรา 21 ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2519 ประหารชีวิตใครก็ได้ เหมือนกับ มาตรา 17 ในอดีต ต่อมาเกิดกบฎในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2520 นำโดยพลเอกฉลาด หิรัญศิริ โดยมี ทส.คู่ใจคนสนิทคือ พันโทสนั่น ขจรประศาสน์ เมื่อทำรัฐประหารไม่สำเร็จ พลเอกฉลาดถูกประหารชีวิตโดย มาตรา 21 ส่วนพันโทสนั่นถูกจับเข้าคุก
การบริหารประเทศของนายธานินทร์ ตึงเกินไปก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นมากมายในวงราชการ เช่น ปลดนายอำนวย วีรวรรณ ออกจากปลัดกระทรวงการคลัง พักราชการนายอานันท์ ปันยารชุน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ฯลฯ
แล้วในที่สุดคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินในชื่อใหม่ “คณะปฏิวัติ” ภายใต้การนำของจอว์ใหญ่ พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ภายใต้ข้ออ้างที่ว่า “รัฐบาลบริหารประเทศแล้วเกิดการแตกแยกในหมู่ข้าราชการและประชาชน เศรษฐกิจทรุดลง แผนพัฒนาประชาธิปไตย 3 ขั้น 12 ปี นานเกินความจำเป็น ไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน”

ที่มา http://www.chartthai.or.th/old/political/pltc02.htm

[กลับไปหน้าก่อนหน้านี้]

 

สำนักโลจิสติกส์
กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่
75/10 ถนนพระรามที่ 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทร. 0 2202 3727, 0 2202 3617 โทรสาร 0 26444355
เว็บไซต์ : http://logistics.dpim.go.th
อีเมล์ : logistics@dpim.go.th
ดูแผนที่จาก Google Map

Free Counter
ข้อมูลใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์...